ในระบบเครื่องจักรอุตสาหกรรม เช่น Conveyor, Mixer, Crusher และ Pump อุปกรณ์สำคัญอย่าง Gearbox (เกียร์ทดรอบ) และ Electric Motor ทำหน้าที่ส่งกำลังเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการผลิตให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
โดยทั่วไป วิศวกรมักเลือกขนาดของ Gear Motor จากค่า Torque ที่คำนวณจากกำลังมอเตอร์ (kW) และความเร็วรอบ (RPM) ซึ่งเป็นมาตรฐานพื้นฐานในการออกแบบระบบส่งกำลัง
สูตรที่ใช้กันคือ
Torque (Nm) = (9550 × kW) ÷ RPM
อย่างไรก็ตาม ค่า Torque จากสูตรนี้เป็นเพียง Torque ปกติ (Rated Torque) เท่านั้น
ในความเป็นจริง ระบบเครื่องจักรต้องเผชิญกับแรงบิดที่สูงกว่านี้ในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะในช่วง Start หรือ Stop ซึ่งแรงบิดนี้เรียกว่า
Peak Torque
และนี่คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Gearbox Failure เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด

🟢 Peak Torque คืออะไร
Peak Torque คือแรงบิดสูงสุดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ของการทำงานของระบบ เช่น
- ช่วงเริ่มหมุนของมอเตอร์ (Startup Torque)
- ช่วงเร่งความเร็ว (Acceleration)
- ช่วงที่โหลดกระแทก (Shock Load)
- ช่วงที่โหลดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ในหลายระบบอุตสาหกรรม ค่า Peak Torque อาจสูงกว่า Torque ปกติถึง
👉 2 – 3 เท่า หรือมากกว่านั้น
แม้จะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกวัน จะทำให้เกิดความเสียหายสะสมในระบบส่งกำลัง
🟢 ตัวอย่าง Peak Torque ในระบบ Conveyor
สมมติว่า Conveyor ใช้มอเตอร์ขนาด
- 15 kW
- ความเร็ว 1450 rpm
Torque ปกติจะเท่ากับ
= (9550 × 15) ÷ 1450
≈ 98 Nm
เมื่อผ่าน Gear Ratio 30:1
Torque Output ≈ 2940 Nm
แต่ในช่วง Start จริง ระบบต้องเอาชนะแรงเฉื่อยของ
- สายพาน (Belt)
- Roller
- Drum
- สินค้าบนสายพาน
ส่งผลให้ Torque เพิ่มขึ้นเป็น
👉 5,000 – 7,000 Nm
ซึ่งสูงกว่าค่าที่ออกแบบไว้เกือบ 2 เท่า
หาก Gearbox ถูกเลือกโดยอ้างอิงเฉพาะ Rated Torque จะทำให้เกียร์ทำงานเกินพิกัดทุกครั้งที่ Start
🟢 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด Peak Torque
1. Inertia ของระบบ (System Inertia)
Inertia หรือโมเมนต์ความเฉื่อยของระบบเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิด Peak Torque
ระบบที่มี Inertia สูง เช่น
- Conveyor ยาว
- Roller จำนวนมาก
- Drum ขนาดใหญ่
- Mixer ที่มีวัสดุจำนวนมาก
จะต้องใช้แรงบิดสูงในการเริ่มหมุน
👉 ยิ่ง Inertia สูง → Peak Torque ยิ่งสูง
2. Acceleration Time สั้นเกินไป
หากตั้งค่าให้เครื่องจักรเร่งความเร็วเร็วเกินไป (Ramp Time สั้น)
มอเตอร์ต้องสร้างแรงบิดสูงเพื่อเร่งระบบทันที
ส่งผลให้เกิด Peak Torque สูงผิดปกติ
👉 การใช้ Inverter และตั้งค่า Ramp Time ให้เหมาะสม
สามารถลด Peak Torque ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. Shock Load จากกระบวนการผลิต
โหลดในระบบอุตสาหกรรมมักไม่สม่ำเสมอ เช่น
- Crusher รับหินเป็นช่วง
- Mixer มีวัสดุกระแทกกัน
- Conveyor มีสินค้าตกลงมาเป็นล็อต
เหตุการณ์เหล่านี้สร้าง Shock Load
ซึ่งเพิ่ม Torque อย่างฉับพลัน
4. Mechanical Loss และการติดตั้งไม่เหมาะสม
การสูญเสียพลังงานในระบบ เช่น
- Coupling ไม่ตรงศูนย์ (Misalignment)
- Bearing ฝืด
- สายพานตึงเกินไป
ทำให้มอเตอร์ต้องใช้แรงบิดเพิ่มขึ้น
และส่งผลให้ Peak Torque สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

🟢 ผลกระทบของ Peak Torque ต่อ Gearbox
Peak Torque ที่เกิดซ้ำ ๆ จะส่งผลให้เกิดความเสียหาย เช่น
- ฟันเฟืองสึกผิดปกติ
- Backlash เพิ่มขึ้น
- แบริ่งเสียเร็ว
- เสียงดังผิดปกติ
- เกียร์แตกหรือพัง
แม้ Gearbox จะไม่เสียทันที
แต่ความเสียหายจะสะสมจนเกิด
👉 Gearbox Failure และ Downtime ในที่สุด
🟢 วิธีลดผลกระทบจาก Peak Torque
✔️ 1. เผื่อ Service Factor ให้เหมาะสม
เลือก Gear Motor ที่รองรับ Torque สูงกว่าค่าที่คำนวณ
✔️ 2. วิเคราะห์ Inertia ของระบบ
ระบบที่มี Inertia สูง ต้องเผื่อ Torque มากขึ้น
✔️ 3. ใช้ Inverter และตั้งค่า Ramp Time
ช่วยลดแรงกระแทกในช่วง Start และ Stop
✔️ 4. เลือก Gear Type ให้เหมาะกับงาน
เช่น
- Helical Gear → สำหรับโหลดต่อเนื่อง
- Planetary Gear → สำหรับโหลดหนัก
✔️ 5. ตรวจสอบการติดตั้ง
ลด Misalignment และ Mechanical Loss ในระบบ

🟢 Peak Torque กับต้นทุน Downtime
ในโรงงานอุตสาหกรรม การหยุดเครื่องจักรเพียง 1 ชั่วโมง อาจส่งผลกระทบอย่างมาก เช่น
- สูญเสียกำลังการผลิต
- ค่าแรงพนักงาน
- ค่าอะไหล่และซ่อมบำรุง
- ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ
👉 Downtime อาจมีมูลค่าสูงถึง “หลักแสนบาทต่อชั่วโมง”
ดังนั้นการออกแบบระบบโดยคำนึงถึง Peak Torque ตั้งแต่ต้น
จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความเสถียรของระบบได้อย่างมาก

