ในระบบเครื่องจักรอุตสาหกรรมบางประเภท การสั่งให้มอเตอร์ “หยุด” ไม่ได้หมายความว่าเพลามอเตอร์และโหลดจะหยุดทันทีเสมอไป
เมื่อหยุดจ่ายไฟ มอเตอร์ทั่วไปอาจยังหมุนต่อจากแรงเฉื่อยของระบบ ขณะที่งานบางประเภท เช่น ระบบยก สายพานลำเลียงแนวลาดเอียง หรือเครื่องจักรที่ต้องหยุดในตำแหน่งที่กำหนด ยังมีแรงจากโหลดหรือแรงโน้มถ่วงกระทำต่อระบบอยู่
หาก Application ต้องการทั้งการขับเคลื่อนและการช่วยยึดเพลาเมื่อมอเตอร์หยุดทำงาน มอเตอร์ติดเบรก (Brake Motor) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ควรพิจารณา
FMB Series เป็นมอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟสที่ติดตั้ง DC Brake เหมาะสำหรับระบบขับเคลื่อนที่ต้องการควบคุมการหยุดและช่วยป้องกันการเคลื่อนที่ของโหลดหลังจากมอเตอร์หยุดทำงาน
ทำไมมอเตอร์ทั่วไปอาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องควบคุมการหยุด?
Three Phase Induction Motor ทั่วไปไม่ได้มี Mechanical Brake สำหรับยึดเพลาโดยตรง
หลังจากตัดไฟ สนามแม่เหล็กที่สร้างแรงบิดของมอเตอร์จะหายไป แต่ชุดขับเคลื่อนอาจยังเคลื่อนที่ต่อจาก Inertia ของ Motor, Gearbox และ Load
ในบาง Application จึงอาจพบปัญหา เช่น
- สายพานไหลย้อน (Rollback) โดยเฉพาะ Incline Conveyor ที่มีน้ำหนักของวัสดุกระทำย้อนกลับตามแนวสายพาน
- โหลดเคลื่อนที่หลังหยุดมอเตอร์ ในระบบยกหรือระบบแนวดิ่งที่มีแรงโน้มถ่วงกระทำกับโหลด
- เครื่องจักรหยุดเกินตำแหน่ง (Overrun) จากแรงเฉื่อยของชุดขับเคลื่อน
- ต้องการยึดเพลาขณะหยุดเครื่อง เพื่อไม่ให้กลไกเคลื่อนที่โดยไม่ต้องการ
ดังนั้น หากระบบต้องการมากกว่าเพียงการ “ตัดไฟมอเตอร์” การใช้ มอเตอร์ไฟฟ้ามีเบรก สามารถช่วยเพิ่มการควบคุมการหยุดของระบบได้
FMB Series คืออะไร?

FMB Series เป็น Three Phase Motors with DC Brake หรือมอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟสที่ติดตั้งชุดเบรก DC เข้ากับตัวมอเตอร์
แนวคิดสำคัญของ Brake Motor คือ เมื่อมอเตอร์ทำงาน เบรกจะถูก Release เพื่อให้เพลาสามารถหมุนได้ และเมื่อหยุดจ่ายไฟ เบรกจะกลับเข้าสู่สถานะเบรกเพื่อช่วยหยุดหรือยึดเพลา
จุดนี้ทำให้ FMB Series แตกต่างจากมอเตอร์ทั่วไป เพราะนอกจากทำหน้าที่สร้างแรงบิดสำหรับขับเครื่องจักรแล้ว ยังมีระบบ Mechanical Brake สำหรับช่วยควบคุมเพลาขณะหยุดทำงาน
DC Brake ทำงานอย่างไร?
โดยหลักการ ชุด DC Electromagnetic Brake จะใช้แรงแม่เหล็กไฟฟ้าร่วมกับชุดสปริงและพื้นผิวเบรก
ขณะมอเตอร์ทำงาน (Power ON)
เมื่อจ่ายไฟให้ Brake Coil สนามแม่เหล็กจะทำให้ชุดเบรก Release ออกจากจานเบรก เพลามอเตอร์จึงสามารถหมุนและส่งกำลังไปยังเครื่องจักรได้ตามปกติ
เมื่อหยุดจ่ายไฟ (Power OFF)
เมื่อไม่มีไฟจ่ายให้ Brake Coil แรงแม่เหล็กจะหายไป และชุดสปริงจะทำให้เบรกกลับเข้าสู่ตำแหน่งทำงาน เกิดแรงเสียดทานสำหรับช่วยหยุดและยึดเพลามอเตอร์
ลักษณะการทำงานนี้มีประโยชน์กับเครื่องจักรที่ไม่ต้องการให้เพลาหมุนอย่างอิสระหลังจากหยุดมอเตอร์

สเปกหลักของ FMB Series
FMB Series ออกแบบมาสำหรับงานอุตสาหกรรม โดยมีข้อมูลหลักดังนี้
| Specification | FMB Series |
|---|---|
| Motor Type | Three Phase Motors with DC Brake |
| Output Power | 0.37–22 kW |
| Frame Size | 71–180 |
| Pole | 4 Pole |
| Brake Supply | 230VAC / 103VDC |
| Brake Supply | 400VAC / 180VDC |
| Frequency | 50/60 Hz |
| Housing | Aluminium and Cast Iron |
การเลือกขนาดมอเตอร์จึงสามารถครอบคลุม Application ได้หลายระดับ ตั้งแต่เครื่องจักรขนาดเล็กไปจนถึงระบบขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่ต้องการกำลังสูงขึ้น
FMB Series เหมาะกับงานแบบไหน?
1. Incline Conveyor และ Decline Conveyor
สายพานลำเลียงที่ติดตั้งในแนวลาดเอียงเป็นหนึ่งใน Application ที่ควรพิจารณา Brake Motor
เมื่อ Conveyor หยุด น้ำหนักของวัสดุบนสายพานอาจสร้างแรงบิดย้อนกลับเข้าสู่ชุดขับ ทำให้สายพานมีแนวโน้มเคลื่อนที่ย้อนทิศทาง
Brake Motor สามารถช่วยยึดเพลาหลังจากหยุดมอเตอร์ ลดการเคลื่อนที่ของระบบจากแรงของโหลด
อย่างไรก็ตาม ในระบบ Conveyor ที่มีความเสี่ยงต่อการหมุนย้อนสูง อาจต้องพิจารณา Backstop หรือระบบป้องกันการหมุนย้อนอื่นเพิ่มเติม ตามการออกแบบของเครื่องจักร ไม่ควรพิจารณาจาก Brake Motor เพียงอย่างเดียว
2. Hoist และระบบยก
ระบบยกเป็น Application ที่มีแรงโน้มถ่วงกระทำกับโหลดโดยตรง ดังนั้นการควบคุมโหลดหลังหยุดมอเตอร์จึงมีความสำคัญ
การใช้มอเตอร์ที่มี Brake ช่วยให้ระบบสามารถสร้างแรงเบรกและยึดเพลาเมื่อมอเตอร์หยุดทำงาน จึงพบ Brake Motor ได้ในระบบ เช่น Hoist, Lifting Equipment และ Vertical Material Handling
สำหรับงานยกที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การเลือก Brake Motor ต้องพิจารณา Braking Torque, Load, Gear Ratio, Duty Cycle และ Safety Requirement ของระบบโดยรวม ไม่ควรเลือกจากกำลังมอเตอร์เพียงอย่างเดียว
3. Conveyor ที่ต้องหยุดตามตำแหน่ง
ในสายการผลิตบางประเภท Conveyor ไม่ได้ทำงานต่อเนื่อง แต่ต้องมีการ Start–Stop เป็นช่วง ๆ
ตัวอย่างเช่น ระบบลำเลียงสำหรับ Packaging, Filling หรือ Assembly Process
Brake Motor สามารถช่วยลดการหมุนต่อของชุดขับหลังสั่งหยุด ทำให้การควบคุมตำแหน่งของ Conveyor มีความแน่นอนมากกว่าการปล่อยให้มอเตอร์หยุดจากแรงเสียดทานของระบบเพียงอย่างเดียว
4. Turntable และ Indexing System
เครื่องจักรประเภท Turntable หรือ Indexing System ต้องเคลื่อนชิ้นงานไปยังตำแหน่งต่าง ๆ ตามลำดับการผลิต
หากชุดขับมี Inertia สูง การตัดไฟมอเตอร์เพียงอย่างเดียวอาจทำให้โต๊ะหมุนเคลื่อนต่อจากตำแหน่งที่ต้องการ
การใช้ มอเตอร์ติดเบรก จึงสามารถช่วยควบคุมการหยุดและยึดชุดขับให้อยู่ในตำแหน่งหลังจากมอเตอร์หยุดได้
สำหรับงาน Positioning ที่ต้องการความแม่นยำสูงมาก อาจต้องใช้ร่วมกับ Encoder, Servo System, VFD หรือ Position Control ตามระดับความแม่นยำที่ต้องการ

Brake Motor ต่างจากการใช้อินเวอร์เตอร์หยุดมอเตอร์อย่างไร?
อินเวอร์เตอร์และ Brake Motor มีหน้าที่ในการหยุดมอเตอร์แตกต่างกัน
อินเวอร์เตอร์สามารถควบคุมการลดความเร็วของมอเตอร์ (Deceleration) ให้มอเตอร์ค่อย ๆ ลดรอบลงจนหยุดตามระยะเวลาที่กำหนด ช่วยให้การหยุดเครื่องจักรเป็นไปอย่างนุ่มนวลและลดแรงกระชากที่เกิดขึ้นกับระบบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมอเตอร์หยุดแล้ว อินเวอร์เตอร์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเบรกทางกลสำหรับยึดเพลาโดยตรง หากมีแรงจากโหลดหรือแรงโน้มถ่วงกระทำต่อระบบ เพลายังอาจมีแนวโน้มเคลื่อนที่ได้
ในขณะที่ Brake Motor มีชุดเบรกทางกล (Mechanical Brake) สำหรับช่วยหยุดและยึดเพลามอเตอร์เมื่อเบรกทำงาน จึงเหมาะกับงานที่ต้องการป้องกันการเคลื่อนที่ของโหลดหลังจากมอเตอร์หยุด เช่น ระบบยก สายพานลำเลียงแนวลาดเอียง และเครื่องจักรที่ต้องการยึดตำแหน่ง
ในบาง Application สามารถใช้อินเวอร์เตอร์และ Brake Motor ร่วมกันได้ โดยให้อินเวอร์เตอร์ลดความเร็วของมอเตอร์ก่อน จากนั้นจึงให้ Mechanical Brake ทำงานเพื่อยึดเพลาเมื่อมอเตอร์หยุด
อินเวอร์เตอร์ลดความเร็ว → มอเตอร์หยุด → Mechanical Brake ทำงานเพื่อยึดเพลา
การทำงานในลักษณะนี้ช่วยลดภาระของชุดเบรก เนื่องจากไม่ต้องใช้ Mechanical Brake เพื่อหยุดโหลดจากความเร็วสูงโดยตรง และยังช่วยให้สามารถควบคุมการหยุดและการยึดโหลดได้เหมาะสมกับลักษณะของเครื่องจักรมากขึ้น
เลือกมอเตอร์ติดเบรก อย่าดูแค่กำลัง kW
การเลือก Brake Motor ไม่ควรพิจารณาเฉพาะกำลังมอเตอร์ เช่น 1.5 kW, 3 kW หรือ 7.5 kW เพราะมอเตอร์ที่มีกำลังเท่ากันอาจถูกนำไปใช้กับโหลดที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างมาก
ข้อมูลสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่ Load Torque, Braking Torque, Motor Speed, Gear Ratio, Inertia, จำนวนครั้งในการ Start–Stop, Duty Cycle และลักษณะของ Application
โดยเฉพาะระบบยกและสายพานลาดเอียง ควรตรวจสอบแรงบิดที่เกิดจากโหลดจริง เพื่อให้ Brake สามารถทำงานได้เหมาะสมกับระบบ
การเลือก Braking Torque ต่ำเกินไปอาจทำให้ไม่สามารถยึดโหลดได้ตามที่ต้องการ ขณะที่การเลือกและใช้งานเบรกไม่เหมาะสมกับ Duty ของเครื่องจักรก็อาจเพิ่มการสึกหรอและอุณหภูมิของชุดเบรกได้
FMB Series เหมาะกับระบบที่ต้องการทั้ง “ขับ” และ “หยุด”
สำหรับเครื่องจักรทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงจากโหลดไหลย้อนและไม่ต้องควบคุมตำแหน่งการหยุด อาจไม่จำเป็นต้องใช้ Brake Motor
แต่สำหรับ Hoist, Incline Conveyor, Vertical Material Handling, Turntable, Indexing System และเครื่องจักรที่ต้องการยึดเพลาหลังหยุดมอเตอร์ การเลือกใช้มอเตอร์ติดเบรกเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการออกแบบระบบขับเคลื่อนให้เหมาะกับลักษณะโหลด
FMB Series รองรับกำลัง 0.37–22 kW, Frame Size 71–180, แบบ 4 Pole พร้อม DC Brake จึงสามารถนำไปพิจารณาใช้กับระบบขับเคลื่อนอุตสาหกรรมได้หลากหลายประเภท
หากไม่แน่ใจว่าหน้างานควรใช้มอเตอร์ทั่วไปหรือ มอเตอร์ติดเบรก (Brake Motor) ควรตรวจสอบข้อมูลของโหลด ความเร็ว Gear Ratio และลักษณะการหยุดของเครื่องจักรก่อนเลือก Motor และ Gear Reducer เพื่อให้เหมาะกับ Application จริง

